18 กันยายน 2560
"โรงไฟฟ้าขยะ"มุ่งหน้าหา"ป๊อก" หลังคสช.ปลดล็อกEIA


ชาวบ้านเริ่มต่อต้าน "โรงไฟฟ้าขยะ" ที่จะสร้างความเดือดร้อนในวิถีชีวิต หลัง คสช. ใช้ ม. 44 ปลดล็อก ให้ก่อสร้างได้ โดยไม่ต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และไม่สนกม.ผังเมือง ทำให้นักธุรกิจต่างมุ่งหน้าสู่กระทรวงมหาดไทย ที่เป็นเจ้าภาพใหญ่ "ภารกิจขยะ" ในวันนี้

แนวคิด"เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน" เป็นเรื่องน่าสนใจ และมีการพูดถึงมาโดยตลอด เพราะในประเทศไทยแทบทุกจังหวัด มีปัญหาขยะล้นเมือง การหาสถานที่กลบฝังนับวันจะยิ่งหายาก เพราะไม่ใครต้องการให้มีบ่อขยะอยู่ใกล้ชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ แนวทางการสร้าง "โรงไฟฟ้าขยะ" จึงเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ที่จะได้กำจัดขยะ และได้พลังงานไฟฟ้ามาใช้ด้วย นั่นเป็นมุมมองในแง่บวก

แต่ต้องไม่ลืมว่า ขยะเป็นของมีเจ้าของ และเจ้าของขยะที่ว่าคือ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เทศบาลต่างๆ ที่เป็นผู้จัดเก็บ หากนักธุรกิจที่คิดจะสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ก็ต้องมีความมั่นใจว่า เมื่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จะต้องมีขยะเข้ามาป้อนเป็นเชื้อเพลิงในการเดินเครื่อง ดังนั้นต้องมีความมั่นใจว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารท้องถิ่นไปตามการเลือกตั้ง ผู้บริหารที่มาใหม่จะต้องไม่มีปัญหา หรือตั้งแง่กับโรงไฟฟ้า

ดังนั้น หนีไม่พ้นที่นักธุรกิจโรงไฟฟ้าจะต้องได้รับความมั่นใจในจุดนี้เสียก่อน และคนที่จะสร้างความมั่นใจให้ได้ก็ คือ มหาดไทย

นอกจากนี้ ในการก่อสร้าง ยังมีข้อกฎหมายเกี่ยวกับผังเมือง และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ต่อวิถีชุมชน ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้า เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เพราะก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.55 นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ลงนามในประกาศ กระทรวงทรัพย์ฯ เรื่อง กำหนดประเภท และขนาดของโครงการ หรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

โดยในประกาศของกระทรวงฯ นั้นได้มีเอกสารท้ายประกาศ 3 ลำดับที่ 18 ระบุ เอาไว้เกี่ยวกับกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้า ตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ หลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ โดยให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการแล้วแต่กรณี

หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าชนิดใด ที่ใช้ความร้อนดังที่กล่าวมาข้างต้น จะต้องมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วย

ต่อมาในยุครัฐบาล คสช. เมื่อวันที่ 19 ส.ค.58 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงนามประกาศกระทรวงทรัพย์ฯ เรื่องกำหนดประเภท และขนาดของโครงการ หรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2558 ได้ยกเว้นให้โรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงเป็นกรณีพิเศษ หากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และชั้น 2 ไม่อยู่ในพื่นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพย์ฯ ไม่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมตามมติของครม. ให้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงดังกล่าว ไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

ตามซ้ำมาด้วยการลงนามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2559 ,4/2559 และ 9/2559 เมื่อวันที่ 20 ม.ค.59 ยกเว้นการใช้บังคับผังเมืองรวมกับโรงผลิตไฟฟ้า โรงผลิตก๊าซ โรงกำจัดขยะ โรงไฟฟ้าขยะ และโรงงานรีไซเคิลขยะและของเสีย

คำสั่งดังกล่าวนี้ จึงมีผลปลดล็อก "โรงไฟฟ้าขยะ" ทันที พูดง่ายๆว่า จากนี้ไป สามารถตั้งโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ ที่ผังเมืองไม่อนุญาตได้ทันที โดยไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เคยได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้เกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะ ภายหลังการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.58 ว่า " ที่ผ่านมา การบริหารจัดการขยะของประเทศไทย ยังไม่มีแนวทางการดำเนินการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม และยั่งยืน วันนี้ขยะที่ตกค้างมีทั้งหมด 30 ล้านตัน จะต้องใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาท ไปแก้ปัญหา และขยะใหม่ไม่อยากให้ตกค้างอีก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำโรดแมป กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ เรื่องขยะมูลฝอยที่เกิดจากประชาชน"

หลังจากนั้น ก็มีแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559-2564 โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จากนี้ไป ประเทศไทยจะมีโครงการโรงไฟฟ้าขยะทยอยก่อสร้าง 53 แห่ง โดยรัฐต้องควักเงินลงทุนราว 94,600 ล้านบาท และเอกชนร่วมทุนอีก ประมาณ 84,000 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7ส.ค. 60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ไปรับฟังบรรยายสรุปการ บริหารจัดการ การกำจัดขยะในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นโครงการนำร่องการพัฒนารูปแบบของการดำเนินการจัดการขยะ ที่รักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชน

พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปรึกษาการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน ตามโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยเทคโนโลยีผลิตขยะเป็นเชื้อเพลิง และก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากการกำจัดขยะด้วย เทคโนโลยีการเผา กำลังการผลิตไฟฟ้า 3.8 เมกกะวัตต์ด้วย และการประชุมครม.สัญจร ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ก็จะมีการพูดถึงเรื่องโรงไฟฟ้าขยะด้วย

ผลพวงจากคำสั่งคสช. ที่เอื้อต่อการสร้างโรงไฟฟ้ากำจัดขยะดังกล่าว โดยไม่ต้องสนใจเรื่องผังเมืองและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน ขณะนี้ได้เริ่มส่งผลกระทบ ประชาชนเริ่มออกมาต่อต้านแล้ว อย่างเช่นกรณีที่ จ.อุบลราชธานี้ โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมาชาวบ้านในตำบลหนองช้างใหญ่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ประมาณ 80 คน นำโดย นายพัฒนา ส่งเสริม กำนันตำบลหนองช้างใหญ่ ได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี้ เพื่อยื่นหนังสือร้องคัดค้าน การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งจะก่อสร้างขึ้นในหมู่บ้านหนองช้างใหญ่ หมู่ 4 พื้นที่ 70 ไร่ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทเอกชนผู้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 8 เมกะวัตต์ มูลค่าการก่อสร้างของโครงการ1,800 ล้านบาท และใช้ขยะเป็นพลังเชื้อเพลิงวันละประมาณ 450 ตัน เตรียมเปิดใช้งานในอีก 3 ปีข้างหน้า ได้เข้ามาทำประชาคม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องมาก่อน จึงเกรงว่าจะมีผลกระทบกับสภาพสิ่งแวดล้อมในต.หนองช้างใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ห่างจากลำน้ำเซบก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญด้านเกษตรกรรมและเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านไม่ถึง 100 เมตร อีกทั้งยังตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนของหมู่บ้านไม่มาก และการขนขยะจากพื้นที่อื่นเข้ามาป้อนโรงงาน จะเกิดเป็นมลพิษทั้งด้านเสียงของรถที่ใช้ขนขยะ และมีสิ่งปฏิกูลตกค้างในพื้นที่ จึงไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าใช้ขยะขึ้นในพื้นที่ โดยได้แนบรายชื่อของชาวบ้านที่คัดค้านจำนวนกว่า 450 คนมาด้วย

ส่วนที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชาวบ้านก็ได้ออกมาร้องเรียรนว่า โรงไฟฟ้าพลังงานขยะของเทศบาลนครหาดใหญ่ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค.60 ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลาได้รับแจ้งผ่านสายด่วน 1567 ว่า บริเวณหมู่บ้านอิงกมล (สนามบิน) และ หมู่บ้านเออบาน่า ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงบ่อขยะของเทศบาลนครหาดใหญ่ พบละอองน้ำมัน เหมือนกับน้ำมันเครื่อง กระจายไปในอากาศ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีต้นเหตุมาจาก โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ของเทศบาลนครหาดใหญ่ ดำเนินกิจการโดย บริษัท จีเดค จำกัด มูลค่าการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท เพื่อกำจัดขยะด้วยการเผาขยะ และเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี , อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา , อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ,ที่ ต.บางโทรัด อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร ก็มีประชาชนออก ยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ กันแล้วทั้งนั้น โดยชาวบ้านบอกว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยได้รับรู้เรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขการอนุญาตให้ก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ จะมารู้ก็ต่อเมื่อ โรงงานได้เริ่มเข้ามาก่อสร้างแล้ว

แต่ผลการร้องเรียนก็มักจะได้รับคำตอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด ว่า โรงไฟฟ้าเขาดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับในกรุงเทพฯ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะในเขตหนองแขม ด้วยระบบเผาตรงไม่ต่ำกว่า 2 โรง ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน โดยบริษัท C&G Environmental Protection (ประเทศจีน) กำลังการผลิต 7 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน โดยบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าขยะที่ ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี วางแผนก่อสร้างสามโรง กำลังการผลิตโรงละ 9.9 เมกะวัตต์ ขณะนี้ มีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ทำการก่อสร้างรวมตัวกันคัดค้าน เนื่องจากโครงการจะตั้งห่างจากชุมชนในรัศมีไม่เกิน 2 กม.เท่านั้น

ที่สำคัญ โครงการนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากจากสถานีน้ำดิบสำแล และโรงงานสูบน้ำดิบ ของการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์แหล่งน้ำดิบ เพื่อการประปานครหลวง ตามมติครม. พ.ศ. 2522 ที่ถือเป็นต้นทางน้ำประปาของคนกรุงเทพฯ

ปัญหาขยะ ทั้งการฝังกลบ และโรงงานไฟฟ้าขยะ ที่เข้าถึงยุคเปิดฟรี เจ้าภาพ "ภารกิจขยะ" ก็คงหนีไม่พ้น กระทรวงมหาดไทย ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กำกับดูแลอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.อนุงพษ์ เคยบอกว่า รัฐบาลได้ทำพื้นที่กำจัดขยะไว้แล้วทั่วประเทศ 141 แห่ง ในส่วนนี้มีศักยภาพทำให้โรงไฟฟ้าพลังขยะ 44 แห่ง และได้มีโครงการนำร่องแล้ว ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นนทบุรี โดยขั้นตอนต่อไป จะมีการพิจารณาในการให้ "เอกชน" ร่วมลงทุน

ตอนนี้จึงมีข่าวว่า "เอกชน" ที่มีความใกล้ชิด เป็นเครือข่าย วงศ์วานว่านเครือของ "บิ๊ก คสช." ต่างวิ่งเข้ากระทรวงคลองหลอด เพื่อหาลู่ทางเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการจัดการขยะ และโรงไฟฟ้าพลังขยะทั่วประเทศ ของรัฐบาล คสช. กันเรียบร้อยแล้ว

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพิ์ผู้จัดการรายวัน


^ top




< back




บริษัท อี-สแควร์ สิ่งแวดล้อมและวิศวกรรม จำกัด
16 ซอยรามคำแหง 81/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240 [ดูแผนที่ตั้งบริษัท]
โทรศัพท์: 0-2374-0245-7 โทรสาร: 0-2374-0248 อีเมลล์: welcome_to@esquare-th.com

Copyright © 2005
esquare-th.com All Rights Reserved