1 พฤศจิกายน 2561
ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยผ่านไปแล้ว 2 แสนตัน 8 องค์กรร่วมวงซื้อ-ขายเพิ่มลดก๊าซเรือนกระจก



8 องค์กรไทยร่วมลงนามซื้อ-ขาย “คาร์บอนเครดิต” อบก.เผยมีการซื้อขายรวมแล้ว 2 แสนตัน มูลค่ากว่า 6.2 ล้านบาท สอดรับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เปิดเผยในพิธีลงนามการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2561 ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งสิ้นแล้วกว่า 2 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 6.2 ล้านบาท

ทั้งนี้ การซื้อขายดังกล่าวมาจาก 5 ประเภทโครงการ ได้แก่ ชีวภาพ ชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้พัฒนาโครงการ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดขยายตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ โดยปัจจุบันมีโครงการที่ขึ้นทะเบียน T-VER ทั้งสิ้น 129 โครงการ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ 3,422,134 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ในจำนวนนี้มีโครงการที่ผ่านการรับรองจำนวน 55 โครงการ คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 1,969,877 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

สำหรับโครงการ T-VER ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดย อบก. ในปี 2557 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศด้วยความสมัครใจ โดยสามารถนำปริมาณการลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านการรับรอง ที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศได้ ซึ่ง อบก.ยังได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก (Methodology) การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการประเมินผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการดำเนินโครงการ T-VER เช่น ช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการใช้พลังงานและค่าไฟฟ้า สนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชน เพิ่มรายได้แก่ชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มมูลค่าของเสียหรือของเหลือทิ้งทางการเกษตร และอื่นๆ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาอาชีพใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย เป็นต้น

“อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบในแง่ของฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และฝนตกนอกฤดูกาล เป็นต้น ในฐานะสมาชิกรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพิธีสารเกียวโต เราตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อบก.ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแก่ภาคส่วนต่างๆ จึงได้พัฒนาโครงการนี้ขึ้น” นางประเสริฐสุข กล่าว

พล.อ.เอกชัย จันทร์ศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ตามที่ความตกลงปารีสได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามไม่ให้สูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบจากยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่จากเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในช่วงปี ค.ศ.2021-2030 ที่ 177 ประเทศได้เสนอเข้ามาจนถึงปัจจุบันนั้น สามารถควบคุมได้เพียง 2.7 องศาเซลเซียสเท่านั้น ดังนั้นทุกประเทศยังจำเป็นต้องดำเนินงานเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ตลาดคาร์บอนนับเป็นกลไกหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการส่งเสริมให้ผู้ที่ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง ประเมินปริมาณการปล่อยของตน และนำผลที่ได้ไปกำหนดแนวทางลดการปล่อย รวมถึงต่อยอดไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยนั้น ซึ่งหากผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ หรือภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกันซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ก็จะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้มีผู้พัฒนาโครงการหรือกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีมากขึ้นด้วย นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ในฐานะผู้ขายคาร์บอนเครดิตรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวว่า ผลการดำเนินงานโครงการ T-VER ของกลุ่มมิตรผลที่ผ่านมา มีผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอนและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม จำนวน 26 องค์กร ประกอบด้วย หน่วยงานภาคเอกชน 15 องค์กร ภาครัฐ 9 องค์กร และรัฐวิสาหกิจ 2 องค์กร โดยมีการขายไปแล้วกว่า 1.9 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นประมาณ 90% ของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ตามมาตรฐาน T-VER ซึ่งปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองรวม 489,217 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ด้านหน่วยงานที่ร่วมพิธีลงนามการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประจำปี 2561 ครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย, การบินไทย, โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ, บริษัท สแครทซ์ เฟิร์สท์ จำกัด (Wonderfruit), ธนาคารแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ที่มา:สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม


^ top




< back




บริษัท อี-สแควร์ สิ่งแวดล้อมและวิศวกรรม จำกัด
16 ซอยรามคำแหง 81/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240 [ดูแผนที่ตั้งบริษัท]
โทรศัพท์: 0-2374-0245-7 โทรสาร: 0-2374-0248 อีเมลล์: welcome_to@esquare-th.com

Copyright © 2005
esquare-th.com All Rights Reserved