16 พฤศจิกายน 2561
รายงานชวนช็อค! พบมหันตภัยโลกร้อนซ่อนใต้มหาสมุทร ปรากฏการณ์สัตว์อพยพครั้งมโหฬาร



แม้ที่ผ่านมาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสภาวะโลกร้อนจะปรากฏจนเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป แต่สิ่งที่ตาเราเห็นและสัมผัสได้ในขณะนี้ อาจเทียบไม่ได้กับขนาดของอภิมหาผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น และถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำที่มองไม่เห็น

มหาสมุทร ถือเป็นแหล่งอาศัยขนาดใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิตบนโลก เป็นบ้านของพืชและสัตว์หลายพันล้านชีวิต คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดท่ามกลางบรรดาสิ่งมีชีวิตในโลก อย่างไรก็ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้กำลังกระเสือกกระสนดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ภายใต้มหาสมุทร และผู้คนที่ต้องพึ่งพามันก็ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

ข้อมูลอันน่าตกใจได้รับการเปิดเผยผ่านรายงานสืบสวนชิ้นล่าสุด “Ocean Shock: The planet’s hidden climate change” โดย ทอมสัน รอยเตอร์ส ซึ่งผู้สื่อข่าวและช่างภาพของรอยเตอร์ส ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเป็นเวลากว่า 1 ปี เพื่อเปิดเผยมหันตภัยใต้ผืนน้ำครั้งนี้

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มหาสมุทรมีอุณหภูมิอุ่นขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กระแสน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเห็นได้จากส่วนที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำ ในส่วนที่ตาเราเห็น แต่ปรากฏการณ์โลกร้อนที่ซ่อนอยู่ใต้ผื้นน้ำ ได้สร้างผลกระทบอันมหาศาลกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใต้ นั่นคือ “ปรากฏการณ์อพยพย้ายถิ่นฐานใต้น้ำครั้งมโหฬาร” รายงานระบุว่า เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้น เหล่าปลาและสัตว์ทะเลอื่นๆ ได้อพยพย้ายถิ่นฐานจากจุดเส้นศูนย์สูตร ไปยังส่วนที่ใกล้ขั้วโลกมากขึ้น เพื่อเสาะหาอุณหภูมิที่เหมาะสมในการอยู่อาศัย ซึ่งจำนวนสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการอพยพอันมหึมาในครั้งนี้ อาจทำให้ผลกระทบจากโลกร้อนที่เราเห็นบนผืนดินดูจะลีบเล็กลงไปเลยทีเดียว ข้อค้นพบอันสำคัญที่รายงานชิ้นนี้ได้ทำการรวบรวม อาทิ การที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า โดยทั่วไปแล้วการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ จะทำให้ปลามีการอพยพย้ายถิ่นฐาน มากกว่าสัตว์บนผืนดิน ถึง 10 เท่า ขณะเดียวกันจากสถิติภาคการประมง ในพื้นที่บริเวณแอตแลนติกเหนือของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าช่วงปีที่ผ่านมา ในจำนวนปลากว่า 70 สายพันธุ์ที่ทำการติดตาม พบว่ามีอย่างน้อย 85% ที่ได้มุ่งหน้าไปสู่จุดที่เหนือขึ้นไป หรือจุดที่ใต้ลงมา เมื่อเทียบกับจุดดั้งเดิมที่มันจะอยู่อาศัย หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ล็อบสเตอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีให้จับอย่างมากมายใน รัฐคอนเนตทิคัต โรดไอแลนด์ และแมสซาชูเซตส์ ปัจจุบันความชุกชุมนั้นได้หายไป กลายเป็น รัฐเมน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของทั้ง 3 รัฐขึ้นไป สามารถจับได้มากขึ้นถึง 85% อย่างไรก็ตามมีความกังวลว่าสัตว์จะยังคงเดินหน้าขึ้นเหนือไปทางแคนาดาต่อไป อีกกรณีหนึ่ง ตั้งแต่ช่วงยุคปี 1980 เป็นต้นมา ชาวประมงโปรตุเกสสามารถจับปลาซาร์ดีน ซึ่งเป็นอาหารทะเลยอดนิยมของประเทศ ได้มากถึง 110,000 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันสามารถจับได้เพียง 14,000 ตันต่อปีเท่านั้น และคาดว่าเมนูเอกลักษณ์ท้องถิ่นจานนี้จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่มากขึ้นต่อไป

ในญี่ปุ่น การประมงเกินขนาดและความผันผวนของอุณหภูมิ ได้ทำให้ปริมาณหมึกบินญี่ปุ่น (Japanese flying squid) ของว่างอันเป็นที่โปรดปรานมีปริมาณหดหายลง และสัตว์ก็ขยับตัวขึ้นไปทางเหนือด้วยเช่นเดียวกัน นั่นทำให้การจับสัตว์สายพันธุ์นี้ในปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากในปี 2011 ที่ชาวประมงเคยจับได้มากกว่า 2 แสนตันต่อปี ปัจจุบันลดลงมาถึง 3 ใน 4 โดยเหลือเพียง 53,000 ตันเท่านั้นในปีที่ผ่านมา

นอกจากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นกำลังสร้างผลกระทบต่อประเทศในเขตร้อนแล้ว ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ถูกมองว่าเป็นหนทางยั่งยืนเพื่อรักษาระดับปริมาณอาหารทะเล ทั้งหมดนี้ล้วนผสมโรงสร้างแรงกดดันต่อชาวประมงในประเทศเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ สัตว์น้ำที่ถูกจับในธรรมชาติประมาณ 20% ไม่ได้มุ่งหน้าไปสู่โต๊ะอาหาร ในทางกลับกันมันถูกเกี่ยวร่างแหขึ้นมาโดยชาวประมง ในบริเวณอย่างแอฟริกาตะวันตก ซึ่งจะถูกลากขึ้นมาและนำไปทำเป็นปลาป่น ส่งไปเป็นอาหารปลายังฟาร์มสัตว์น้ำอันห่างไกล เพื่อนำไปผลิตอาหารทะเลส่งขายแก่ประเทศที่ร่ำรวยอีกที

ที่มา: สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม


^ top




< back




บริษัท อี-สแควร์ สิ่งแวดล้อมและวิศวกรรม จำกัด
16 ซอยรามคำแหง 81/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240 [ดูแผนที่ตั้งบริษัท]
โทรศัพท์: 0-2374-0245-7 โทรสาร: 0-2374-0248 อีเมลล์: welcome_to@esquare-th.com

Copyright © 2005
esquare-th.com All Rights Reserved