16 กันยายน 2563
สภาพอากาศเปลี่ยน ทำอากาศแปรปรวนทั่วโลกตลอดปี


  • ในปีนี้หลายประเทศทั่วโลกต่างเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน และภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นจากเดิม แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เริ่มชัดเจนข้ึน
  • นักวิทยาศาสตร์คาด ทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะต้องรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอีก หากยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
  • สาเหตุหลักที่ทำให้สภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการใช้พลังงานเชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นำไปสู่ภาวะโลกร้อน

  • โลกกำลังส่งสัญญาณเตือน
    นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า โลกเรากำลังส่งสัญญาณให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ผ่านทางภัยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทางตะวันตกของสหรัฐฯต้องเผชิญกับไฟป่ารุนแรง น้ำท่วมหนักในแอฟริกา รวมทั้งอุณหภูมิของผิวมหาสมุทรเขตร้อนที่อุ่นกว่าปกติ รวมทั้งยังมีรายงานคลื่นความร้อนที่เดือดทุบสถิติทั้งในแคลิฟอร์เนียไปจนถึงแคว้นไซบีเรียจนทำให้แผ่นน้ำแข็งอาร์กติกละลาย

    โซเนีย เซเนวีราตเน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศของมหาวิทยาลัยสวิส อีทีเอช ซูริช แสดงความเป็นห่วงว่า ถ้าหากยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ทั่วโลกจะมีความเสี่ยงที่จะต้องรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอีก

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่มีการเตือนล่วงหน้ามานานหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงของพายุ หรือคลื่นความร้อน ที่เป็นผลโดยตรงมาจากสภาพอากาศเปลี่ยน โดยวิทยาการปัจจุบันทำให้นักวิจัยสามารถทราบรายละเอียดได้ว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมีบทบาทสำคัญมากเพียงใดต่อภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์

    นอกจากนี้ นักวิจัยยังสามารถจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง ว่าสภาพอากาศจะเป็นเช่นไรหากมนุษย์ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

    ร้อนรุนแรง
    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงเวลานี้ ก็คือคลื่นความร้อนที่เกิดถี่มากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในไซบีเรียที่อุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งคลื่นความร้อนได้ส่งผลให้พื้นที่ป่าแห้งแล้ง นำไปสู่การเกิดไฟป่ารุนแรง กระทบกับแผ่นน้ำแข็งอาร์กติก นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือ ก็ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้แทบจะเป็นศูนย์ ถ้าหากในโลกนี้ไม่มีภาคอุตสาหกรรม หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    ด้าน ฟรีดเดอริก ออตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดที่กำลังทำวิจัยและศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศระบุว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อน แต่การศึกษาก็ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าภาวะโลกร้อนเป็นต้นเหตุของภัยธรรมชาติรุนแรงทุกเหตุการณ์

    คลื่นความร้อนที่ปกคลุมชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้โลกเราต้องพบกับอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วยอุณหภูมิสูงถึง 54.4 เซลเซียสในหุบเขามรณะ และหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ ภูมิภาคดังกล่าวก็ยังคงต้องเจอกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยในแถบลอสแอนเจลิส อุณหภูมิพุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ที่ 49 องศาเซลเซียส ตามมาด้วยไฟป่ารุนแรงในรัฐโอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย

    ลม ฝน และน้ำท่วม
    จากการที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศ มหาสมุทร และนำไปสู่พายุรุนแรงขึ้น นอกจากนี้พายุเฮอริเคนที่เกิดขึ้นก็ทวีกำลังแรงขึ้น เนื่องจากได้รับพลังงานจากความร้อนจากมหาสมุทร โดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอล ทางตะวันตกของอังกฤษเพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาเมื่อเดือนที่ผ่านมา ที่พบว่า ภาวะโลกร้อนทำให้ความรุนแรงของเฮอริเคนและฝนที่ตกลงมาในแถบแคริเบียนมีความรุนแรงมากกว่าปกติถึง 5 เท่า

    อย่างกรณีของสหรัฐอเมริกา น้ำทะเลในอ่าวเม็กซิโกที่อุ่นขึ้นทำให้เฮอริเคนลอร่ายกระดับกลายเป็นเฮอริเคนระดับ 4ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งที่หลุยเซียนาด้วยความเร็วลมถึง 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งนาย จอห์น เบล เอ็ดเวิร์ดส ผู้ว่าการรัฐยอมรับว่า นี่เป็นเฮอริเคนที่รุนแรงที่สุดที่พัดเข้าพื้นที่ นับตั้งแต่เฮอริเคนแคทรีนาในปี 2548

    ขณะที่พายุไซโคลนที่พัดออกจากมหาสมุทรอินเดียก็แสดงรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน โดยพื้นที่นี้นับเป็นจุดที่เกิดไซโคลนบ่อยครั้งที่สุด ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปยังอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งอุณหภูมิของผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ไซโคลนอำพันกลายเป็นพายุไซโคลนระดับ 5 ภายในเวลา 18 ชั่วโมง ก่อนที่จะพัดเข้าถล่มเบงกอลตะวันตกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนไซโคลนนิซาร์กาความเร็วลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็พัดเข้าถล่มตอนใต้ของอินเดีย

    ร็อกซี่ แมทธิวโคล นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ ของสถาบันอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนของอินเดียระบุว่า พายุไซโคลนทั้ง 2 ลูกนี้เป็นพายุที่เหนือคาดการณ์ และสาเหตุที่ทำให้พายุมีความรุนแรงก็เกิดจากอุณหภูมิในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ

    ขณะที่ซาง ผิง ซี่ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศแห่งสถาบันวิจัยสมุทรศาสตร์ สคริปป์ ในแคลิฟอร์เนีย ระบุว่าอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น มีส่วนสำคัญทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในจีนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ

    ส่วนที่ทวีปแอฟริกาก็เผชิญสภาพอากาศแปรปรวนหนัก หลังจากที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ชาวบ้านในซูดานนับหมื่นคนกลายเป็นคนไร้บ้าน ขณะที่เซเนกัลเผชิญกับฝนตกหนัก โดยพบว่าปริมาณฝนในวันเดียวมากกว่าฝนที่ตกตลอด 3 เดือนในช่วงหน้าฝน

    นี่เป็นเพียงข้อมูลบางส่วนที่มีการอ้างอิง จากการศึกษาของนักวิจัยหลากหลายสถาบัน ซึ่งเป็นที่น่าตกใจที่ข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ภัยธรรมชาติทุกประเภทกำลังรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งตอกย้ำให้มนุษย์เราต้องยอมรับว่า หากทุกภาคส่วนยังไม่ให้ความสำคัญและเร่งแก้ไข สิ่งที่เราและลูกหลานจะต้องเผชิญในอนาคตข้างหน้าก็คือผลกรรมจากการกระทำของพวกเราเอง.

    ผู้เขียน: อาจุมม่าโอปอล
    แหล่งที่มา: รอยเตอร์, เดอะคอนเวอร์เซชั่นดอทคอม, เอิร์ทจัสติสดอทโออาร์จี

    ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/1928691


    ^ top




    < back




    บริษัท อี-สแควร์ สิ่งแวดล้อมและวิศวกรรม จำกัด (สำนักงานใหญ่)
    16 ซอยรามคำแหง 81/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 [ดูแผนที่ตั้งบริษัท]
    โทรศัพท์: 0-2374-0245-7 โทรสาร: 0-2374-0248 อีเมล: welcome_to@esquare-th.com

    E-SQUARE FC "One Partner for All Your Problems"


    Copyright © 2005
    esquare-th.com All Rights Reserved